วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สูตรการทำขนมไทยภาคใต้



ส่วนผสมขนมไข่
-ไข่ขาวของไข่ไก่ 1 ถ้วยตวง
-แป้งเค้ก 1 ถ้วยตวง
-น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
                   - ผงฟู 1 ช้อนชา


    วิธีทำขนมไข่

1. ตีไข่ให้ขึ้นฟู แล้วเติมน้ำตาลทีละน้อยจนหมด ตีต่อไปจนน้ำตาลตั้งยอดอ่อน

2. ร่อนแป้งผงฟูเข้าด้วยกัน แล้วแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ใส่แป้งส่วนที่ 1 ลงในไข่ที่ตีแล้ว เคล้าเบาๆให้เข้ากัน ใส่น้ำมะนาวลงไป ใส่แป้งส่วนที่ 2 เคล้าเบาๆอีกครั้ง

3. ทาน้ำมันพืชที่พิมพ์ขนมอบให้ร้อน แล้วใส่แป้งที่ผสมลงในพิมพ์ปิดฝาอบให้แป้งสุกแห้งจนขนมเป็นสีทอง แกะขึ้นใส่ถาด พักไว้ให้เย็น


ขนมก้านบัว

ส่วนผสมตัวแป้ง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 กิโลกรัม
น้ำมันพืช 2 ช้อนโตะ
น้ำ 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง
แอมโมเนีย 2 ช้อนชา
โซดา 2 ชอนชา
ส่วนผสมน้ำตาลสำหรับเคลือบ
น้ำตาลทราย 1 1/4 ถ้วย
น้ำ 1/2 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา
แบะแซ 20 กรัม
ขิงแก่สับละเอียด 75 กรัม ( 1/3 ถ้วย)

วิธีทำ
1.ร่อนแป้งลงในอ่างผสม ทำเป็นบ่อตรงกลาง
2.ผสมน้ำ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เกลือ ไข่ไก่ แอมโมเนีย โซดา คนให้เข้ากัน
3.เทส่วนผสมข้อ 2 ลงในอ่างแป้ง นวดให้เข้ากัน พักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง
4.แบ่งแป้งมาคลึงให้มีความหนาประมาณ 1/4 เชนติเมตร ตัดแป้งเป็นชิ้นยาว3-4 เนติเมตร ทำเช่นนี้จนหมดแป้ง
5.นำแป้งที่ตัดแล้วไปทอดในน้ำมัน จนแป้งมีสีเหลืองกรอบ ตักขึ้นวางบนกระดาษซับน้ำมัน
วิธีทำน้ำตาลเคลือบ ผสมน้ำ น้ำตาลทราย เกลือ แบะแซ ขิงแก่ ลงในกระทะ นำไปตั้งไฟเคี่ยว จนเหนียวข้น ใส่แป้งที่ทอดแล้วลงคลุกให้เข้ากัน จนน้ำตาลแห้ง จับทั่วตัวแป้ง(ตอนน้ำตาลใกล้จะแห้ง ให้หรี่ไฟลงอ่อนๆ )





ขนมจู้จุน


ประกอบด้วย
แป้งข้าวเจ้า 2 ½ ถ้วยตวง
แป้งข้าวเหนียว ½ ถ้วยตวง
น้ำตาลบี๊ป 1 ถ้วยตวง
น้ำมันสำหรับทอด
น้ำอุ่น 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ
ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวให้เข้ากัน เติมน้ำลงไปทีละน้อยนวดแป้งให้เข้ากัน เติมน้ำตาลบี๊ป นวดให้แป้งและน้ำตาลผสมกันดีพักไว้อย่างน้อย 30 นาที ตั้งทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะดี
•นำกระทะตั้งไฟเติมน้ำมันใช้ไฟอ่อน เมื่อน้ำมันร้อนจึงใส่แป้งทอดให้เหลืองกลับอีกด้านหนึ่ง เมื่อได้ที่เอาขึ้น พักไว้ในตะแกรงวางบนกระดาษซับน้ำมัน

สูตรการทำขนมไทยภาคอีสาน


ข้าวจี่


  • ส่วนผสม
  1. ข้าวนึ่ง     500 กรัม
  2. กะทิ        1/2ถ้วย 
  3. ไข่ไก่       2 ฟอง
  4. เกลือ       1/2 ช้อนชา 

ขั้นตอนการทำ
  1. ผสมกะทิและเกลือ คนให้เกลือละลาย ใส่ลงในชามข้าวเหนียว นวดให้เข้ากัน
  2. ปั้นข้าวเหนียว แล้วเสียบไม้ตรงกลาง
  3. นำไปย่างไฟอ่อนๆ ให้เกรียมเล็กน้อย
  4. ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน แล้วนำข้าวจี่ไปชุบไข่
  5. นำไปย่างไฟอ่อนๆอีกครั้ง ให้เกรียมเล็กน้อย

ลอดช่อง
ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย / แป้งมัน ¼ ถ้วย  / แป้งเท้ายายม่อน  2 ช้อนโต๊ะ / น้ำปูนใส 4 ½  ถ้วย / น้ำใบเตยข้นๆ  ½  ถ้วย  หัวกะทิ (มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม)  2 ถ้วย / น้ำตาลปี๊บ ½ ถ้วย / น้ำตาลทราย ¼ ถ้วย  / เกลือป่น ½ ช้อนชา / ใบเตยหั่นยาว 4 นิ้ว 5 ใบ

วิธีทำ

1. ผสมแป้งข้าวเจ้า  แป้งมัน  และแป้งเท้ายายม่อมเข้าด้วยกัน  นวดกับน้ำปูนใสทีละน้อยจนแป้งนุ่มมือ  ทิ้งไว้ 30 นาที
2. นำแป้งมานวดกับน้ำปูนใสที่ละน้อยจนหมด  แบ่งแป้งออกเป็น 2 ส่วน  คือสีขาวและสีเขียว  นำแป้งส่วนหนึ่งผสมใบเตย  กวนให้สุกเหนียวทั้งสองสี
3. ตักแป้งที่กวนแล้วใส่ลงในพิมพ์กดลอดช่องที่พาดอยู่บนถังน้ำเย็น  ใช้ที่กดรีบกดแป้งให้เป็นตัวสวยใส่ลงในน้ำเย็น  ทำสีขาวก่อนแล้วค่อยทำสีเขียว  หมั่นเปลี่ยนน้ำในถังที่ใส่ตัวลอดช่องให้เย็นอยู่เสมอ
4. เทน้ำที่แช่ทิ้ง  ใส่น้ำแช่ใหม่อีกครั้ง  แล้วตักใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ
5. ผสมน้ำกะทิ  น้ำตาลปี๊บ  น้ำตาลทราย  เกลือ  คนให้ละลาย  กรองด้วยผ้าขาวบางก่อนนำไปตั้งไฟอ่อน  พอเดือดยกลง  เวลาเสิร์ฟตักลอดช่องทั้งสองสีใส่ถ้วย  ตักน้ำกะทิให้พอดีกับตัวลอดช่องใส่น้ำแข็ง
 
 



ข้าวโป่งอีสาน


อุปกรณ์การทำข้าวโป่งอีสาน
1.กะละมัง
2.ใบตอง
3.กระเบื่องหรือไม้แผ่นบางๆ
4.หม้อนึ่งข้าว
5.กระมวยนึ่งข้าว

ส่วนประกอบ
1.น้ำตาล
2.ข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวดำแช่น้ำประมาณ4-5ชั่วโมง
3.ไข่ไก่
4.ไข่ต้มเอาเฉพาะไข่แดง
5. น้ำมันพืช
ขั้นตอนการทำ

1.นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำมานึ่งให้สุก แล้วนำมาเทลงในกระด้งแล้วคนไปมาให้ไอน้ำออก
2.นำข้าวเหนียวที่ที่นึ่งสุกใหม่ไปโขลกให้ละเอียดด้วยครกมอง
3.พอข้าวเหนียวละเอียดพอประมาณใส่ไข่โขลกให้เข้ากันกับข้าวเหนียว
4.เติมน้ำตาลโขลกให้เข้ากับข้าวเหนียว
5.นำข้าวเหนียวที่ผสมกับน้ำตาลกับไข่เสร็จแล้วนำไปปั้นเป็นก้อนกลมๆพอประมาณ นำไข่แดงที่ต้มสุกแล้มผสมให้เข้ากันแล้วทามือและทาแผ่นพลาสติกเพื่อไม่ให้แป้งติดกับแผ่นพลาสติก แล้วใช้ถุงพลาสติกที่ตัดไว้วางบนแผ่นกระเบื้องที่ทำความสะอาดเสร็จแล้ว นำข้าวเหนียวที่ปั้นไว้วางบนแผ่นพลาสติก
6.นำแผ่นถุงพลาสติกวางทับแล้วนำกระเบื้องวางทับอีกที แล้วกดให้แป้งกระจายออกเป็นแผ่นวงกลม
7.นำแป้งที่กดเป็นวงกลมวางบนเสื่อที่ทำความสะอาดแล้ว
8.ทำแบบนี้เรื่อยๆจนแป้งหมด
9.แล้วนำข้าวโป่งที่ทำเสร็จมาผึ่งแดดไว้ประมาณ3-4วันแล้วเก็บใส่กล่องปิดฝาให้สนิด
10.นำไปย่างไฟให้พองขึ้นพอเหลืองก็สามารถรับประทานได้

สูตรการทำขนมไทยภาคกลาง



ข้าวเหนียวมูน



ส่วนผสม


* ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
* หัวกะทิ 450 กรัม
* เกลือป่น 3/4 ช้อนชา
* น้ำตาลทราย 550 กรัม
* ใบเตย 3-5 ใบ
* ถั่วทอง 5 ช้อนโต๊ะ
* น้ำใบเตย, น้ำแครอท, น้ำดอกอัญชัญหรือสีผสมอาหารตามชอบ

ขั้นตอนการทำ

1. นำข้าวเหนียวไปล้างทำความสะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปสะเด็ดน้ำ (กรณีต้องการทำข้าเหนียวที่มีสีต่างๆ ก็ให้ใส่สีลงไปในน้ำที่แช่ค้างคืนไว้ด้วย)
2. นำผ้าขาวบางรองไว้ในซึ้งหรือหม้อนึ่ง แล้วจึงนำข้างเหนียววางลงบนผ้าขาวบาง จากนั้นนำไปนึ่งจนข้าว  เหนียวสุก 
 3. ในหม้อขนาดเล็ก ใส่น้ำตาล, เกลือป่น (3/4 ช้อนชา) และหัวกะทิ และนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นจึงใส่ใบเตยลงไป ทิ้งไว้สักพักจึงปิดไฟ
4. ในชามขนาดกลาง ใส่ข้าวเหนียวที่นึ่งไว้จนสุกดีแล้วลงไป จากนั้นจึงใส่น้ำกะทิที่เคี่ยวไว้ในขั้นตอนที่สามตามลงไป คนจนส่วนผสมเข้ากันทั่ว และทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที ก็สามารถนำไปเสริฟได้ (เวลาเสริฟอาจโรยหน้าด้วยถั่วทอง)

หมายเหตุ : ข้าวเหนียวมูนสามารถนำไปทานกับ มะม่วงสุก หรือทานกับสังขยา, หรือทานเป็นข้าวเหนียวมูนหน้ากุ้ง + หน้าปลาแห้งและอื่นๆ




ขนมหม้อแกง

ส่วนผสม
เผือกนึ่งสุกหรือถั่วเขียวผ่าซีกนึ่งแล้วบดให้ละเอียด 1 ถ้วยตวง
ไข่เป็ด 5 ฟอง
มะพร้าวขูด 1 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ 1/2 ถ้วยตวง
หอมเจียวสีเหลือง
น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืช
วิธีทำ 1.นึ่งเผือกทั้งเปลือกหรือถั่วเขียวผ่าซีกให้สุกปอกเปลือกเผือก แล้วบดให้ละเอียดอย่าให้เป็นเม็ด
2.ผสมไข่ น้ำตาล มะพร้าว ให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง
3.ผสมเผือกหรือถั่วเขียวกับน้ำกะทิ ในข้อ 2 ค่อย ๆ ผสมทีละน้อย จนเผือกหรือถั่วเขียวละลายเข้าเป็นเนื้อ เดียวกัน เอาขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ คนพอขนมข้นและแข็งตัว
4.ทาน้ำมันในถาดสำหรับปิ้งแล้วนำขนมใส่ลงในถาด นำเข้าเตาอบหรือผิงไฟล่าง ไฟบน แล้วแต่สะดวก ( พอสุกโรยหอมเจียว แล้วอบต่อสักครู่ )



ขนมลูกชุบ

เครื่องปรุง
  • ถั่วเขียวนึ่งสุกบดละเอียด 1 กิโลกรัม, น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง, หัวกะทิ (มะพร้าว 400 กรัม) 1 ถ้วยตวง, สีผสมอาหารสีต่างๆ
ส่วนที่ชุบ
  • วุ้นผง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำ 2 1 /2 ถ้วยตวง, น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
  วิธีทำ
  1. ผสมถั่วบด น้ำตาลทราย กะทิ เข้าด้วยกัน ยกขึ้นตั้งไฟ
  2. กวนด้วยไฟอ่อนๆ จนล่อนจับกันไม่ติดกระทะ
  3. พักถั่วกวนไว้ให้เย็น นำมาปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆตามต้องการ เสียบไม้ไว้
  4. ใช้พู่กันจุ่มสีระบายลงบนขนมที่ปั้น โดยระบายเลียนแบบของจริง ทิ้งไว้ให้แห้งจึงนำไปชุบวุ้น
  5. ผสมวุ้นกับน้ำยกขึ้นตั้งไฟ ให้ละลายก่อนจึงใส่น้ำตาลทราย เคี่ยววุ้นจนข้น
  6. เอาขนมที่ปั้นแล้วเสียบไม้ ลงชุบวุ้นครั้งเดียวให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งแล้วชุบอีก ทำเช่นนี้ประมาณ 3- 4 ครั้ง จะชุบแต่ละครั้งต้องให้เย็น วุ้นแข็งตัวก่อนทุกครั้ง
  7. เมื่อวุ้นแข็งจึงเอาไม้เสียบออก ตกแต่งด้วยก้านและใบให้สวยงาม

สูตรการทำขนมไทยภาคเหนือ



ขนมเทียน                                                                                            
ส่วนประกอบสำหรับแป้งที่ห่อ
- แป้งข้าวเหนียว 500 g
- น้ำตาลปีบ 200 g (ถ้า ทำขนมไส้หวาน ไม่ต้องใส่น้ำตาล)
- น้ำมันพืช สำหรับทาใบตอง

ส่วนผสมไส้ขนมเค็ม
- หมูสับ 100 g                                                        
- ถั่วเขียวเลาะเปลือก 200 g
- หอมแดงซอย 1/2 ถ.
- รากผักชี 2 ราก
- พริกไทยป่น 1/2 ช.
- กุ้งแห้งป่น 1 ช ( ไม่ใส่ก็ได้ )
- น้ำ้มันพืช
- ซอสปรุงรส
- น้ำตาลทราย
- ซีอิ้วขาว

…….วิธีทำไส้……..
1. ล้างถั่วเขียวแล้วแช่ทิ้งไว้ 3 ชม. นำไปนึ่งให้สุก แล้วนำมาบดหยาบๆ
2. ซอยหอมแดงแล้วนำไปเจียวในน้ำมันให้เหลือ พักไว้ก่อน
3. โขลกรากผักชีให้แหลก ใส่พริกไทยป่นเอาหมูสับลงไปคลุก แล้วนำกระทะ
ตั้งไฟ ใส่น้ำมันพอประมาณ เอาหมูลงผัดให้สุกตามด้วย ข้อ 1ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย ตามด้วยกุ้งแห้งป่น ชิมรสให้พอดี

ส่วนผสมไส้ขนมหวาน
- มะพร้าวทึนทึก ขูด 1 ถ.
- งาขาว หรือ งาดำ 1/4 ถ.                                               
- น้ำตาลปี้บ 100 กรัม
- น้ำตาลทราย 100 กรัม

…….วิธีทำไส้……..
1. ตั้งกะทะ ผัดมะพร้าว จนเหลือง
2. เติมน้ำตาลปี้บ และน้ำตาลทราย พอส่วนผสมเข้ากัน (สังเกตุ โดย มะพร้าว สามารถปั้นเป็นก้อนได้ )
3. เติมงา แล้วผัดต่อ สักครู่ แล้วปิดไฟ พักไว้ให้เย็น

…….วิธีทำขนม…….
- ละลายน้ำตาลกับน้ำ ยกขึ่นตั้งไฟ เคี่ยวให้หอม ( แป้งขนมไส้หวาน เติมเกลือ 1 ชต. ไม่ต้องใส่น้ำตาล )
- เอาแป้งทั้งสองอย่างผสมกันในชา เทน้ำตาลที่ละลายแล้วลงไป นวดจนทุกอย่างเข้ากันดี ( สามารถ เติมน้ำได้ ถ้าแป้ง ยังไม่จับกันดี )
- ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมก่อนแล้วแผ่แป้งออกบางๆ ตักไส้ใส่หุ้มแป้งให้มิด
- เอาน้ำมันทาใบตองเล็กน้อยค่ะ แล้วห่อขนมได้เลยค่ะ
- เสร็จแล้วเอาไปนึ่งให้สุกประมาณ 45 นาที


ข้าวต้มหัวหงอก
                                                                                                                   
วัตถุดิบ:
1. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 2 ถ้วย
2. กล้วยน้ำว้า แล้วแต่ขนาดของกล้วย
3. ถั่วดำต้มสุก ¼ ถ้วย
4. น้ำตาลทราย มากน้อยตามชอบ
5. มะพร้าวขูดขาว ½ ถ้วย
6. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
*ใบตอง
*ตอก (เป็นไม้ไผ่ผ่าซีกบางๆ ใช้เอาไว้มัด เวลาใช้ต้องเอาไปแช่น้ำให้นิ่มก่อน)





ขั้นตอนการทำ
1. ข้าวเหนียวนำไปล้างเอาเศษฝุ่นต่างๆ ออกแล้วแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 ช.ม.
2. ระหว่างนั้นเตรียมตัดใบตอง สำหรับห่อ เมื่อครบเวลานำข้าวเหนียวมาล้างอีกครั้ง
3. จากนั้นนำข้าวเหนียวเกลี่ยใส่ที่ใบตอง ต้องอย่าใส่มากเกินไป จะห่อยาก วางกล้วยน้ำว้าแล้วเกลี่ยข้าวเหนียวลงไปอีก
4. ห่อให้เรียบร้อย อย่าให้แตก แล้วมัดด้วยตอกหัว ท้ายจากนั้นใส่ลงในหม้อที่จะต้ม ใส่น้ำลงไปพอท่วม จากนั้นยกตั้งไฟ
ต้มจนกว่าข้าวเหนียวจะสุก ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ โรยด้วยมะพร้าว เวลากินก้โรยหรือจิ้มน้ำตาล


ข้าวแต๋น

ส่วนผสม
ข้าวสารเหนียว 5 ลิตร
-แตงโม 1 ผล
-งาขาว 1 ขีด
-เกลือป่น 1
-น้ำตาลปี๊บ
-น้ำอ้อยผง 2 ขีด
-น้ำมันพืช 1 ขวด
อุปกรณ์ แบบพิมพ์ ทำจากไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว สูง 1 เซนติเมตร


ขั้นตอนการทำ

1.นำ แตงโม 1 ลูก มาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมน้ำเปล่าให้ได้ 4 แก้ว ใส่เกลือ น้ำอ้อยผง งาขาว(ถ้ามี) คนให้เข้ากัน เก็บใส่ภาชนะไว้ (ควรทำก่อนนี่งข้าว)
หมายเหตุ ถ้าไม่มีแตงโม อาจเป็นน้ำผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ เข่น มะม่วง หรือผลไม้ตามฤดูกาล
2.นำข้าวสาร(ข้าวเหนียว) มาแช่น้ำ 1 คืน นึ่งให้สุก พักไว้ให้เย็น แล้วนำมาคลุกกับ น้ำแตงโมที่เตรียมไว้แล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
3.น้ำไปกดลงในพิมพ์ ไห้แน่นพอสมควร
4.นำข้าวออกจากพิมพ์ วางบนตะแกรง แล้วนำไปตากแดด ประมาณ 1 วันครึ่ง เมื่อแห้งแล้ว เก็บใส่ถึง มัดปากถุงให้แน่น
5.ใส่น้ำมันพืชให้เต็มกระทะ ตั้งไฟให้ร้อนจัด เอาข้าวที่จากแห้งแล้วลงทอด ประมาณ 40 วินาที ข้าวแต๋นจะลอยชึ้น ให้ตัดออก นำมาวางบนตะแกรง เพื่อสะเด็ดน้ำมัน และพักไว้ให้เย็น
6.นำน้ำตาลปี๊บ เคียวไฟให้ตกทราย พักไว้ให้เย็นพอประมาณ แล้วนำมาหยดลงบนข้าว
7.ใช้ถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร ขนาดที่ต้องการบรรจุขาย ถ้าจะให้ดี ปิดปากถุงให้มิดชิด กันลมเข้า วิธีง่ายๆ ไล่ลมออกจากถุง แล้วใช้เครื่องรีดปากถุง
ข้าวแตนน้ำแตงโมขนมไทยพื้นบ้านจะมีรสชาติอร่อย สะอาด การจัดบรรจุใส่ถุงที่สวยงาม เพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อสนใจมาอุดหนุนมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของ... ขนมไทย

"ข้าวนม" "เข้าหนม" "ข้าวหนม" ล้วนเป็นคำอันเป็นที่มาของคำว่า"ขนม" ซึ่งมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านตั้งข้อสันนิษฐานไว้ เริ่มตั้งแต่คำแรก "ข้าวนม" ที่นักคหกรรมศาสตร์หลายท่านบอกต่อ ๆ กันมาว่าน่าจะมาจากคำคำนี้ เนื่องจากขนมมีอิทธิพลมาจากอินเดียที่ใช้ข้าวกับนมเป็นส่วนผสม สำคัญที่สุดในการทำขนมแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากนมไม่มีบทบาทสำคัญในขนมไทยเลย ขนมไทยใช้มะพร้าวหรือกะทิทำต่างหากสำหรับ "เข้าหนม" นั้น พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิญาได้ทรงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า "หนม" เพี้ยนมาจาก "เข้าหนม" เนื่องจาก"หนม" นั้นแปลว่าหวาน แต่กลับไม่ปรากฏความหมายของ "ขนม" ในพจนานุกรมไทย

  มีเพียงบอกไว้ว่าทางเหนือเรียกขนมว่า "ข้าวหนม" แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พบความหมายของคำว่า "หนม" ในฐานะคำท้องถิ่นภาคเหนือเมื่ออยู่โดดๆ ในพจนานุกรมเช่นกันนั้นแปลว่าหวาน แต่กลับไม่ปรากฏความหมายของ "ขนม" ในพจนานุกรมไทย มีเพียงบอกไว้ว่าทางเหนือ เรียกขนมว่า "ข้าวหนม" แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พบความหมายของคำว่า"หนม" ในฐานะคำท้องถิ่นภาคเหนือเมื่ออยู่โดด ๆ ในพจนานุกรมเช่นกัน อีกข้อ สันนิษฐานหนึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย คำว่า "ขนม" อาจมาจากคำในภาษาเขมรว่า "หนม" ที่หมายถึงอาหารที่ทำมาจากแป้ง เมื่อลอพิจารณาดูแล้วพบว่าขนมส่วนใหญ่ล้วนทำมาจากแป้งทั้งนั้น โดยมีน้ำตาลและกะทิเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า

"ขนม" เพี้ยนมาจาก "ขนม" ในภาษาเขมรก็เป็นได้ ไม่ว่าขนมจะมีรากศัพท์มาจาก คำใดหรือภาษาใด ขนมก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมไทยด้วยฐานะของขนมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยเองก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชาติิหนึ่งที่ชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนมไทยกับคนไทยก็คือวรรณคดี มรดกสุโขทัยเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงขนมต้มที่เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งไว้ ขนมไทยเริ่มแพร่หลาย มากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฏข้อความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึง "ย่านป่าขนม" หรือตลาดขนม บางฉบับกล่าวถึง "บ้านหม้อ" ที่มีการปั้นหม้อ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงให้เห็นว่าขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการปั้นเตาและกระทะขาย บางฉบับกล่าวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดช่อง จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือได้ว่าเป็นยุคทอง
ของการทำขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้มีการบันทึกไว้ว่า

การทำขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอย่างท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือ บรรดาศักดิ์ว่าท้าวทองกีบม้า ผู้เป็นต้นเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ได้สอนให้สาวชาววังทำของหวานต่างๆ โดยเฉพาะได้นำไข่ขาวและไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญอย่างที่ทางโปรตุเกสทำกัน ขนมที่ท่านท้าวทองกีบม้าทำขึ้นและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง และรวมไปถึงขนมทองโปร่ง ขนมทองพลุ ขนมสำปันนี ขนมไข่เต่า ฯลฯล่วงจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีผู้ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวไว้ว่า ในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง
และขนมตะไล

ในกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวชมเครื่องหวานหรือขนมไทยหลายชนิดด้วยกัน อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมลำเจียก ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมผิง ขนมรังไร ขนมช่อม่วง ขนมบัวลอย ฯลฯในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ การทำขนมไทยก็เป็นหนึ่งในตำราอาหารไทยนั้น จึงนับได้ว่าการทำขนมไทยและวัฒนธรรมขนมไทย เริ่มมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมีระบบระเบียบในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง แม่ครัวหัวป่าก์เป็นตำราอาหารไทยเล่มแรก ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยนภาสกรวงศ์ ในตำราอาหารไทยเล่มนี้ปรากฏรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระอันประกอบด้วย ขนมทองหยิบ ขนมฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ข้าวเหนียวแก้ว ขนมลืมกลืน วุ้นผลมะปราง ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าคนไทยนิยมทำขนมใช้ในงานบุญ ซึ่งก็เป็นแบบแผนต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา


เกร็ดความรู้?... ขนมไทย


แป้งที่ใช้ในการประกอบขนมหวาน

แป้งข้าวเจ้า (Riceflour)    เป็นแป้งที่ทำจากเมล็ดข้าวเจ้า มีลักษณะเป็นผงมีสีขาวจับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อทำให้สุกจะมีลักษณะขุ่นร่วน ถ้าทิ้งให้เย็นจะอยู่ตัวเป็นก้อน ร่วนไม่เหนียว จึงเหมาะที่จะประกอบอาหาร ที่ต้องการความอยู่ตัวร่วนไม่เหนียวหนืด เช่น ขนมขี้หนู ขนมกล้วย เส้นขนมจีน ฯลฯ สมัยก่อนนิยมโม่กันเอง โดยล้างข้าวสารก่อน แช่ข้าวโดยใส่น้ำให้ท่วมแช่จนข้าวนุ่มจะโม่ง่าย ในปัจจุบันนิยมบดด้วยเครื่องบดไฟฟ้า บดให้ละเอียดแล้วจึงห่อผ้าขาวบางทับน้ำทิ้งจะได้แป้งข้าวเจ้าเรียกแป้งสด แป้งข้าวเหนียว (Glutinous Riceflour)    เป็นแป้งที่ทำมาจากเมล็ดข้าวเหนียว ที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อนำไปทำให้สุก จะมีลักษณะขุ่นข้นเหนอะหนะ พอแป้งถูกความร้อนจะจับตัวเป็นก้อนค่อนข้างเหนียว เหมาะในการนำมาประกอบอาหารที่ต้องการความเหนียวเกาะตัว เช่น ขนมเทียน ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ฯลฯ แป้งมันสำปะหลัง (Cassave Starch)     ทำมาจากหัวมันสำปะหลัง มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับผิวสัมผัสของแป้งจะเนียน ลื่นมือเมื่อทำให้สุกจะเหลวเหนียวหนืดและใช้ เมื่อพักให้เย็นจะมีลักษณะเหนียวเหนอะหนะคงตัว นิยมนำมาผสมกับอาหารที่ต้องการความเหนียวหนืดและใส เช่นทับทิมกรอบ เต้าส่วน ฯลฯ ในการทำขนมหวานไทยนิยมนำแป้งมันสำปะหลังมาผสม กับแป้งชนิดอื่นๆ เพื่อให้ขนมมีความเหนียวนุ่มกว่าการใช้แป้งชนิดเดียว เช่น ขนมชั้น ขนมฟักทอง ขนมกล้วย ฯลฯ แป้งข้าวโพด (Corn Starch)    เป็นแป้งที่สกัดมาจากเมล็ดข้าวโพด มีลักษณะเป็นผงสีขาวเหลืองนวลจับแล้วผิวสัมผัสของแป้งเนียนลื่นมือเมื่อทำให้สุก จะมีลักษณะข้นและใสไม่คืนตัวง่าย เมื่อเป็นตัวแป้งจะอยู่ตัวจับเป็นก่อนแข็งร่วนเป็นมันวาว ในขนมหวานไทยนิยมนำมาผสมกับอาหารเพื่อต้องการความข้นอยู่ตัว เมื่อสัมผัสดูเนื้อแป้งเนียนละเอียดลื่นแป้งถั่วเขียว (Mung bean Starch)     เป็นแป้งที่สกัดมาจากถั่วเขียว เมล็ดแห้งมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆจับผิวสัมผัสแล้วจะสากมือก่อนใช้ควรนำมาบดให้เป็นผงก่อน เมื่อทำให้สุกจะมีลักษณะข้นค่อนข้างใส เมื่อพักให้เย็นจะจับตัวเป็นก้อนแข็งอยตัวค่อนข้างเหนียว เหมาะในการทำอาหารที่ต้องการความใสอยู่ตัว เช่น ซาหริ่ม ขนมลืมกลืน ฯลฯ แป้งท้าวยายม่อม (Arrowroot Starca)    สกัดมาจากหัวมันท้าวยายม่อม มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีขาวเป็นเงา เวลาใช้ต้องบดให้ละเอียดเป็นผง เมื่อนำไปประกอบอาหารจะให้ความข้นเหนียวหนืดและใส เมื่อทำให้เย็นจะเหนียวตัวกว่าแป้งมันสำปะหลัง นิยมนำมาใช้ร่วมกับแป้งชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ได้อาหารที่มีความข้นเหนียว เป็นมันวาว เช่น ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ฯลฯ

ขนมไทยมงคลที่ใช้ในพิธีแต่งงาน

เชื่อว่าหลายๆ คนคงต้องรู้จักและได้รับประทาน "ขนมไทย" มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ "ขนมไทย" แต่ยังคงมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าขนมไทยมงคล ที่ใช้ในงานแต่งงานมีอะไรบ้าง ดังนั้นเราจะพาคู่บ่าวสาว (มือใหม่) ไปทำความรู้จักกับ
"ขนมไทย" มงคลในงานแต่งงานกันดีกว่า...
    ขนมในงานมงคลก็มักมีชื่ออันเป็นมงคลและมีความหมายไปในทางที่ดี โดยเฉพาะชื่อขนมที่มีคำว่า "ทอง"
ประกอบ คนไทยเราถือว่าทองเป็นของดีมีมงคล ซึ่งการที่นำขนมที่มีคำว่า "ทอง" มาใช้ในงานมงคลก็เพื่อที่จะได้มีบุญกุศลมีเงินมีทอง มีลาภยศ สรรเสริญ สมชื่อขนมนั่นเอง
    ขนมสามเกลอ ซึ่งเป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคี และไม่มีวันพรากจากกัน โดยใช้เป็นขนมเสี่ยงทายในงาน
แต่งงาน ลักษณะของขนมสามเกลอเป็นลูกกลมๆ เรียงกัน 3 ลูกแบบก้อนเส้า การเสี่ยงทายจะดูกันตอนอด กล่าวคือ ถ้าทอดแล้วยังอยู่ติดกัน 3 ลูก ถือว่าบ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกัน ถ้าทอดแล้วติดกัน 2 ลูกแสดงว่าจะมีลูกยากหรือไม่มีเลย และถ้าหลุดจากกันหมด ไม่ติดกันเลย แสดงว่าชีวิตคู่จะไม่ยั่งยืนหรือชีวิตสมรสจะไม่มีความสุข อีกนัยหนึ่งถ้าทอดขนมสามเกลอแล้วพองฟูขึ้นจะถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกับราวกิ่งทองกับใบหยก แต่ถ้าทอดแล้วด้านไม่พองฟูก็ถือว่าใช้ไม่ได้



ขนมทองหยิบ ทองหยอด ทองพลู ทองโปร่ง ทองม้วน ทองเอก เป็นขนมมงคล เชื่อกันว่าจะมีเงินทองใช้อย่างล้นเหลือไม่รู้จักหมดสิ้น และทำให้นึกถึงความร่ำรวย เพราะไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด แถมยังมีเงิน มีทองใช้ไม่รู้จักหมดสิ้น โดยเฉพาะขนมทองเอกจะแสดงถึงความเป็นหนึ่งและเป็นที่สุด



ขนมเม็ดขนุน ในงานมงคลต่างๆ ให้ความหมายว่า ทำ
กิจการใดก็จะมีคนคอยสนับสนุน ค้ำจุน ช่วยเหลือไม่มีวัน
ตกต่ำ และในงานแต่งงานจะแทนคำอวยพรว่าจะทำอะไร
ก็มีแต่คนคอยสนับสนุน ค้ำจุนให้เจริญก้าวหน้า



ขนมข้าวเหนียวแก้ว หากมีขนมนี้ใช้ในงานมงคลใดๆ
ชีวิตก็จะมีความเหนียวแน่น เป็นปึกแผ่นมั่นคง




ขนมฝอยทอง หากใช้ในงานแต่งงาน ถือเคล็ดกันว่า
ห้ามตัด ให้สั้นต้องปล่อยให้ยืดยาวอย่างนั้น เพราะคู่
บ่าวสาวจะได้รักกันยืนยาว และครองคู่อยู่ด้วยกัน
ตลอดไป

ขนมถ้วยฟู ขนมปุยฝ้าย มีความหมายว่าความรุ่งเรือง
ความเฟื่องฟูของชีวิต




ขนมเสน่ห์จันทร์ มีความหมายว่าจะทำให้เป็นคนมี
เสน่ห์มีแต่คนรักใคร่

ขนมไทยแต่ละภาค...

 

ขนมไทยภาคเหนือส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง
ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์

        
    ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม
    ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด

ขนมไทยภาคกลางนั้นส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น

 

ขนมไทยภาคอีสานเป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขามหรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่ง นอกจากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ำอ้อยกะทิ ทำด้วยน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าวพองทำมาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ำอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง)



ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น
....:: ตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ได้แก่ ::....
    - ขนมหน้าไข่ ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วย กะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอมราดบนตัวขนมแล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง

    - ขนมฆีมันไม้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทำจากมันสำปะหลังนำไปต้มให้สุก โรยด้วยแป้งข้าวหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วันจึงนำมารับประทาน

    - ขนมจู้จุน ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อมแล้วเอาไปทอดมีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน

    - ขนมกอแหละ ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับกะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยต้นหอม ตัดเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วย มะพร้าวขูดคั่ว กุ้งแห้งป่น และน้ำตาลทราย

    - ข้าวเหนียวเชงา เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำผสมกับงาและน้ำตาลทราย
                                                        

ประโยชน์ของใยอาหารในขนมไทย...




ประโยชน์ของใยอาหารในขนมไทย
  "ใยอาหาร" หรือ "Fiber" เป็นอาหารอีกหมู่หนึ่งที่ร่างกายมีความต้องการไม่น้อยไป กว่าอาหารหลักหมู่อื่น ใยอาหารนี้แท้ที่จริงแล้วคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ใช่แป้ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ พืช ผัก และผลไม้ที่รับประทานได้ แต่ไม่ถูกย่อยโดยน้ำย่อยในระบบย่อยอาหาร เมื่อผ่านลำไส้ใหญ่บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไฮโดรเจน น้ำ และกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ใยอาหารจึงมีผลช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งที่อาจปะปนมากับอาหาร ซึ่งร่างกายสามารถขับถ่ายมาพร้อมกับอุจจาระ ช่วยลดการดูดซึมไขมันและคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้และเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารในปริมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ซึ่งในขนมไทยต่างมีใยอาหารประกอบอยู่ด้วยทั้งสิ้นกากใยอาหารในผักและผลไม้ที่นำมาใช้ทำขนม อย่างเช่น กล้วยบวดชี บวดเผือก บวดฟักทอง ยังคงสภาพอยู่กากใยเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายของร่างกายทีเดียว ในขณะที่ขนมพันธุ์ใหม่ที่ในยุคนี้จะเป็นขนมที่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนมาก แป้งที่ใช้ทำขนมก็จะถูกฟอกขาว มีสารเคมีสังเคราะห์มากมายเข้าไปเป็นส่วนผสมทั้งในแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะย่อยสลายทันทีในปาก เกิดกรดทำให้ฟันผุได้ทันที และความที่อาหารมีกากใยน้อยลง โรคที่ตามมาอีก คือ อาการท้องผูก ปัจจุบันกลายเป็นปัญหาของเด็กอย่างยิ่ง บางบ้านถึงกับทะเลาะกันระหว่างแม่กับพ่อเรื่องการถ่ายของลูก

เบต้าแคโรทีน วิตามิน เบต้าแคโรทีน (beta-Carotene) เป็นองค์ประกอบของสารสีส้มแดง สีเหลืองในพืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่งของวิตามินเอ เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งวิตามินเอนี้เป็นวิตามินชนิดไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเจริญเติบโต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของไขมันบนผนังเซลล์ ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี

แคลเซียม
เป็นธาตุอาหารที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน ช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์